From the West

กว่าจะมาเป็น ‘Señorita’ เพลงฮิตของ Shawn Mendes และ Camila Cabello ใช้เวลา 15 เดือนและนักแต่งเพลงถึง 8 คน! มาฟังเรื่องราวของพวกเขากัน

เมื่อเดือนที่แล้ว เพลง “Señorita” ของ Shawn Mendes และ Camila Cabello เดบิวที่อันดับ 2 ของชาร์ต Billboard Hot 100 สูงกว่าอันดับที่เพลง “I Know What You Did Last Summer” พีคเมื่อปี 2015 ถึง 18 อันดับ แต่รู้ไหม กว่าเพลงนี้จะคลอด ใช้เวลานานถึง 15 เดือนและนักแต่งเพลงอีก 8 คน (รวมเมนเดสและคาเบลโย่ด้วย)

ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2018 Ali Tamposi และ Andrew Watt นักแต่งเพลงที่เคยร่วมกันแต่งเพลงให้กับ 5 Seconds of Summer, Selena Gomez และ Little Mix ได้เกิดไอเดียเพลง “Señorita” ขึ้นมาระหว่างการแต่งเพลงอยู่กับ Charli XCX และ Jack Patterson แห่ง Clean Bandit ต่อมา Watt ได้ชวน Benny Blanco และ Cashmere Cat มาร่วมด้วย จนในที่สุดเพลงนี้ก็ถูกปล่อยออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ตั้งแต่เดบิวบนชาร์ต Hot 100 มา แทรคสุดเซ็กซี่นี้ก็คงอยู่ที่ Top 5 ของชาร์ตมาจนวันนี้ที่นั่งอยู่ที่อันดับ 3 ของสัปดาห์ นักแต่งเพลงระดับพระกาฬทั้ง 8 นั้นไม่เคยที่จะได้อยู่ในห้องเดียวกันเลย แต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดมนต์ขลังของเพลงนี้ออกมาได้อย่างอัศจรรย์ “ทุกคนเขียนส่วนของตัวเอง ทั้งหมดออกมาเพื่อชอว์นและคามิล่า ตามที่ชอว์นและคามิล่าต้องการ” Watt กล่าว “มันเป็นงานที่เกิดจากด้วยความทุ่มเทจากใจ”

ดูเอ็มวีต้องมนต์สะกดของเพลงนี้ได้ที่นี่

Andrew Watt: ผมนั่งอยู่ที่สวนหลังบ้านก่อนที่จะเริ่มแต่งเพลง แล้วก็มีเอเลี่ยน 4 ตัวลงจอดที่สวนหลังบ้านและมานั่งกับผม ผมหยิบกีต้าร์ขึ้นมาแล้วก็บอก “ไม่รู้จะแต่งอะไรดี” แล้วเจ้าเอเลี่ยนก็ยื่นมือมาจับผมแล้วส่งริฟกีต้าร์ขึ้นตูดผม…เป็นซาวด์เกากีต้าร์แบบผสมกันระหว่าง Fleetwood Mac และ Jose Feliciano แล้วผมก็ไปที่เซสชั่นและเริ่มเล่นริฟนั้นให้ Ali และ Jack และ Charli ฟัง

Ali Tamposi: พอ Andrew เริ่มเล่นคอร์ดพวกเราก็เริ่มร้องทำนองที่สอดคล้องไปกับเพลง แล้วเพลง “Señorita” ก็คลอด ท่อนนี้ฝังอารมณ์เรามาก “I love it when you call me señorita”

Jack Patterson: เราแต่งเสร็จในเซสชั่นแรกกับ Andrew กับ Ali เลย แล้ว Watt ออเดอร์ช่างมาทำเล็บเท้าให้กับทุกคนระหว่างการแต่งเพลง ผมเองก็ยังเจ็ทแล็กอยู่ ทุกอย่างเหมือนฝัน

Charli: แล้วคนขายเสื้อยืดวินเทจก็เข้ามาแทรกด้วย นอกนั้นคือทุกคนก็โฟกัสดี

Tamposi: ทุกคนตื่นเต้นมาตอนที่คนขายเสื้อยืดเข้ามา ฉันคิดว่าฉันซื้อเสื้อสเวตเตอร์ Minor Threat ไปตัวนึง ชอบมาก

Watt: ผมคงนัดคนขายเสื้อมาสองสามวันก่อนหน้าแหละ แต่ลืมไป แต่งๆ เพลงอยู่แล้วก็มีคนมากดกระดิ่ง ช่างทำเล็บก็เหมือนกัน เธอแปะสติ๊กเกอร์เดวิด โบวี่ไปทั่วนิ้วเท้าผมเลย ตอนที่ผมกำลังวางแทรคกีต้าร์เพลง “Señorita” อยู่

(พอจบเซสชั่น) ผมก็ส่งท่อนคอรัสแบบหยาบไปให้ชอว์นฟังและบอกว่า “เพลงนี้จะเป็นเพลงคู่ที่ยอดมาก” ชอว์นก็ตอบว่า “มีคนเดียวที่ผมจะร้องเพลงนี้ด้วยได้คือ คามิล่า” พอเขาพูดอย่างงั้นผมก็บอก “โอ้มายก้อด เยี่ยมเลย” แล้วชอว์นก็มาอัดเสียงเวอร์ชั่นเสียงของเขา ซึ่งก็แจ่มมาก แล้วเขาก็เริ่มคุยและแพลนงานกับคามิล่า ระหว่างนั้นผมก็ไปหา Blanco

ส่วน Cashmere หรือที่เราเรียกเขาว่า Kitty นั้นอยู่ในสตูดิโอของ Benny Blanco พอดี ผมเล่นเพลงนี้ให้ Benny ฟังแล้ว Kitty ก็บอก “ชอบมาก” ผมเคยเล่นเพลงให้เขาฟังเยอะมาก แต่เขาก็มีแต่บอกว่า “ก็คูล แต่ไม่ชอบว่ะ” ทุกครั้ง พอเขาบอกว่าชอบ ผมก็รีบบอก “เฮ้ย รบกวนช่วยหน่อยสิเพลงนี้ จะเป็นเกียรติมากถ้าคุณช่วยแต่ง” แล้วเราก็แต่งเพลงเสริมจากท่อนกีต้าร์ แต่ยังคงโปรดักชั่นแบบเรียบง่ายไว้ เพราะเสียงร้องคือตัวหลักของเพลงนี้

Cashmere Cat: ผมไปที่สตูดิโอวันหนึ่ง Watt กับ Benny กำลังแต่งเพลงนี้อยู่ พวกเขาขอให้ผมช่วยเสริมแต่งปรุงรสให้กับเพลงนี้หน่อย พวกเขาทำส่วนหลักๆ ของเพลงน่ะ ผมแค่สั่งกาแฟมาส่งให้ แค่นั้น

Watt: เขาถ่อมตัวมาก เพลงนี้จะไม่ออกมาแบบนี้เลยถ้าไม่มีเขา Cashmere ทำให้เพลงนี้จากเรียบๆ กลายจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ฟีลบรรยากาศของเพลงนี้คือมาจาก Cashmere เลย

พอเราทำโปรดักชั่นแล้ว ก็ใช้เวลานานในการตัดสินใจว่าเพลงนี้เสร็จสมบูรณ์ยัง ตอนนั้นชอว์นก็ปล่อยอัลบั้มของตัวเอง (Shawn Mendes, ปี 2018) คามิล่าก็กำลังยุ่งทำอัลบั้มเธอเองแถมยังมีงานหนังและอย่างอื่นด้วย หลายเดือนต่อมา ก็เริ่มมีเค้าว่าเป็นทีของเพลงนี้บ้าง แล้วคามิล่าก็มาที่บ้านผมพร้อมกับ Ali

Tamposi: ชอว์นและคามิล่าช่วยเรื่องเนื้อเพลงเยอะและปรับทำนองบางจุดเพื่อให้เข้ากับเรื่องราวที่เขาและเธออยากนำเสนอ

Watt: พอคามิล่าใส่ความเป็นเธอเข้าไปในเพลงนี้ ผมก็บินไปหาชอว์นที่อังกฤษพร้อมกับไฟล์เพลงนี้ในเวอร์ชั่นของคามิล่าเพราะเราเปลี่ยนคีย์เพลง เขาเริ่มอัดเสียงหลายๆ ท่อนของเพลงนี้ทั้งจากในห้องแต่งตัวและจาก Manchester Arena แล้วเราก็ขึ้นรถทัวร์บัสของเขาไป Birmingham โดยวางแผนไว้ว่าจะอัดเพลงให้เสร็จในวันหยุดของเขา

ผมเอาไมโครโฟนที่ผมใช้อัดเสียงคามิล่าไปด้วย ผมเสียบปลั๊กเข้าไป พอเปิดกล่องพาวเวอร์บอกซ์ เราก็ได้ยินเสียง “ซ่าาาาา” ผมก็แบบ “เป็นเ_ียไรเนี่ย” กลายเป็นว่าผมลืมเปลี่ยนกำลังไฟเป็น 220 วัตต์ ไมค์ก็เลยช็อต ผมกับชอว์นมองหน้ากัน แล้วชอว์นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนไปนอนกับพื้น ผมว่าบินดลับตอนเช้า เพราะมีเซสชั่นที่แอลเอวันต่อมา ได้แต่โทรไปหาผู้ช่วยว่า “ยกเลิกไฟล์ทผมด้วย คงอยู่ต่ออีกหน่อย”

วันต่อมาเราได้ไมค์มาใหม่ที่ Birmingham Arena ถึงตอนนี้ชอว์นคือเหบือทนกับผมมาก เขาบอก “พี่คับ ผมต้องเล่นคอนเสิร์ต 4 คืนรอดที่ O2 นะ ผมต้องใช้เสียงเยอะ” จนในที่สุด เขาก็เข้ามาอัดเสียงได้และจัดเต็มเจ๋งสุดๆ เขาเพิ่มแอดลิ๊บอย่างท่อน “She loves it when I call her…” ซึ่งผมว่ามันสุดยอดกับเสียงพร่าๆ หน่อย ซึ่งผมว่ามันมาเองเพราะตอนนั้นชอว์นอารมณ์บ่จอยเท่าไหร่

ชอว์นและคามิล่าเฟสไทม์คุยและเขียนเพลงกัน แต่ครั้งแรกที่พวกเขาเข้าสตูดิโอมาร้องด้วยกันตัวต่อตัวเลยคือสองสามอาทิตย์ก่อนหน้าที่เพลงจะปล่อยออกมา คามิล่าใช้เวลาขัดเกลาและพิถีพิถันว่าทุกอย่างต้องออกมาดี เธอปรับเนื้อเพลงตลอดและตัดเพลงหลายครั้ง มีครั้งนึง เพลงกำลังเข้ามิกซ์เสียงแล้ว แต่เธอนึกท่อนนี้ขึ้นมาได้ “You say we’re just friends but friends don’t know the way they taste” เธอบอกว่า “ท่อนนี้ต้องอยู่ในเพลง” ชอว์นต้องเข้ามาสตูดิโออีกครั้งและอัดเสียงท่อนฮาร์โมนี่ตรงนั้นเพิ่ม ถือเป็นสองสามวันที่ยอดเยี่ยมในการทำงานร่วมกันของพวกเรา

Blanco: ตอนที่เราทุกคนอยู่ที่สตูดอโอของ Watt เห็นคามิล่ากับชอว์นด้วยกันแล้ว ผมแบบ “เ_ีย! เพลงนี้จะเป็นจริงแล้วเว้ยเฮ้ย” คุณรู้สึกได้ถึงพลังงานในห้องอัด ทั้งสองคนเก่งมากๆ

Watt: ทั้งสองอยากจะทำงานออกมาให้อีกฝ่ายประทับใจ และแคร์ความรู้สึกกันและกัน และร้องท่อนของตัวเองออกมาให้ดี ทั้งคู่มีความเคารพกันและกันมากในฐานะนักแต่งเพลงและนักดนตรี เป็นพลังบวกที่ทำให้ทั้งสองทำงานออกมาอย่างดีเยี่ยม

Tamposi: เป็นเพลงที่กว่าจะทำเสร็จคือยากมาก มีการเปลี่ยนแปลงหลายขั้นตอน แต่มันออกมาเพอร์เฟคต์ที่สุดเลย

ที่มา Billboard

To Top
%d bloggers like this: