Article

อ่านบทความฉบับแปลละเอียดจากนิตยสาร Billboard เจาะลึกเบื้องหลังสี่สาว BLACKPINK เปลี่ยนเกมส์เค-ป๊อปอย่างไรจึงครองใจอเมริกา

นี่คือบทความแปลฉบับเต็มจากบทความที่ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Billboard ชื่อว่า Inside Blackpink’s U.S. Takeover: How the K-Pop Queens Are Changing the Game เขียนโดย Nolan Feeney

บนเวทีที่ดูธรรมดาไม่หรูหราในเต้นท์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลอสแองเจลลิส สี่สาว Blackpink เกิร์ลกรุ๊ปจากประเทศเกาหลีใต้กำลังยืนตั้งแถวในแนวไดอะมอนด์และฟอร์มมือให้คล้ายปืนชี้เล็งไปที่ผู้ชมในขณะที่พวกเธอกำลังขับร้องเข้าสู่ท่อนคอรัสจากเพลงฮิตกระแสแรง “Ddu-du Ddu-du” ที่ร้องว่า “Wait till I do what I…Hit you with that ddu-du ddu-du du!”

เมื่อยามบ่ายก่อนถึงวันงาน Grammys ณ การโชว์เคสประจำปีของ Lucian Grainge แชร์แมนและ CEO ของ Universal Music Group ซึ่งเป็นที่ที่เขาพรีเซ็นต์ศิลปินที่มีแนวโน้มที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคตอันใกล้ให้กับผู้บริหารค่ายเพลงและคนสำคัญต่างๆ ในอุตสาหกรรมดนตรี (ตัวอย่างศิลปินที่เคยถูกพรีเซ้นต์ก็มี Ariana Grande, Halsey, และ Shawn Mendes) ด้วยท่าเต้นที่ทรงพลัง จังหวะแดนซ์ที่หนักหน่วง และลุคไฮแฟชั่นออกแนวหนังฮิตยุค 90 เรื่อง Clueless สี่สาว Blackpink มาพร้อมกับโปรดัคชั่นป๊อปแฟนซีระดับท้อปที่ทำให้พวกเธอโดดเด่นไม่เพียงในกระแสไลน์อัพของทุกวันนี้ซึ่งแรปเปอร์อย่าง 2 Chainz และ Lil Baby ครองซีน แต่พวกเธอยังกระโจนลงชาร์ตต่างๆ ที่ศิลปินหญิงอย่าง Grande คุมบัลลังก์ดีว่านางพญาผู้แอบติดดินไว้อีกด้วย

การโชว์เคสในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกของ Blackpink แม้ว่าพวกเธอจะสร้างประวัติศาสตร์นานมาแล้วก่อนหน้า “Ddu-du Ddu-du” จะกลายเป็นซิงเกิ้ลที่ท้อปชาร์ตสูงสุดในสถิติเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีเมื่อขึ้นอันดับ 55 ของ Billboard Hot 100 ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้วก็ตาม ในเดือนเมษายนที่กำลังจะถึงนี้ พวกเธอจะได้เป็นเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีวงแรกที่ได้ขึ้นแสดงที่ Coachella ก่อนที่จะเริ่มออกทัวร์ในอเมริกาเหนือ เนื้อร้องส่วนใหญ่ของเพลง “Ddu-du Ddu-du” เป็นภาษาเกาหลีและเป็นคำเตือนส่งตรงไปถึงคนที่สบประมาทพวกเธอ ด้วยท่อนฮุก (เลียนเสียงกระสุนปืน) ที่เชิญชวนผู้ฟังที่ไม่ใช่คนเกาหลีให้ร้องตามเพราะว่าใครๆ ก็ร้องตามท่อนฮุกนี้ได้แน่ๆ ในตอนแรกเหล่าผู้บริหารใส่สูทที่ดูการพรีเซนต์อยู่นั้นดูท่าทางจะยังไม่เชื่อในตัวพวกเธอสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็ดูสนใจกันพอสมควรแต่เมื่อเจนนี่ (ผู้ซึ่งตัวจริงพูดด้วยน้ำเสียงเบา อ่อนหวาน แต่บนเวทีเป็นนักร้องและแรปเปอร์สุดแกร่ง) ได้เริ่มโชว์สกิลแร๊พรัวๆ นำเข้าสู่เวิร์สที่สองแล้วเท่านั้น ผู้ชมคนแล้วคนเล่าก็เริ่มควักโทรศัพท์ออกมาถ่ายวิดิโอการแสดงพวกเธอไว้

Blackpink ขึ้นเวทีโชว์เคสศิลปินหน้าใหม่ที่ Universal Music Group

ไม่ต้องถามกันอีกต่อไปแล้วว่า เค-ป๊อป กำลังเป็นที่นิยมให้อเมริกาหรือไม่ เมื่อวง BTS 7 หนุ่มบอยแบนด์จากเกาหลีใต้ขึ้นแท่นอัลบั้มอันดับหนึ่งบนชาร์ต Billboard 200 ถึง 2 ครั้งในปี 2018 และเป็นเค-ป๊อปกรุ๊ปวงแรกที่ขายตั๋วคอนเสิร์ตระดับอเมริกันสเตเดี้ยมแบบหมดเกลี้ยงเมื่อครั้งที่พวกเขาขึ้นเล่นที่ Citi Field ในนิวยอร์กเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแม้ว่าวง BTS จะเป็นที่รู้จักที่อเมริกา แต่ดนตรีเค-ป๊อปก็ยังไม่เข้าถึงสื่อกระแสหลักเท่าใดนัก เพราะถือว่าได้รับการเล่นเพลงทางวิทยุบนชาร์ตท้อป 40 เพียงน้อยนิดแม้ว่าสถานีวิทยุจะได้รับการเรียกร้องจากแฟนๆ อาร์มี่ก็ตาม อีกทั้งศิลปินเค-ป๊อปส่วนมากก็ไม่ค่อยออกทัวร์กับศิลปินที่ไม่ใช่คนเกาหลี และนอกเหนือจากความหลงใหลอย่างแรงกล้าจากกลุ่มแฟนๆ แล้ว เค-ป๊อปสตาร์เองยังไม่สามารถทำให้เกิดการพูดถึงในวงที่กว้างขึ้นได้มากเท่าศิลปินอย่าง Grande ซึ่งเธอสามารถทำตรงนั้นได้ด้วยการทวีตข้อความเพียงทวีตเดียว

Blackpink คือตัวแทนและความหวังล่าสุดของดนตรีเกาหลีที่จะมาทำลายกำแพงอเมริกันและเค-ป๊อป ทางวงเชื่อว่าพวกเธอน่าจะดึงดูดแฟนๆ จากทั่วโลกได้ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสมาชิกในกรุ๊ปเอง โดย Jisoo อายุ 24 ปีเจ้าของเสียงขับร้องแสนหวานนั้นเป็นชาวเกาหลีใต้โดยกำเนิด ส่วน Lisa อายุ 21 ปี แรปเปอร์ผู้ทรงพลังนั้นมาจากประเทศไทย อีกทั้ง Rosé อายุ 22 ปี เล่นกีต้าร์ได้ เธอโตที่ออสเตรเลีย และ Jennie อายุ 23 ปี โตที่เกาหลีใต้แต่ใช้ชีวิตหลายปีที่นิวซีแลนด์ “คุณไม่ต้องเข้าใจภาษาเกาหลีก็เข้าใจดนตรีของเราได้ด้วยภาพและความรู้สึก” Jisoo กล่าวผ่านล่าม (Rosé และ Jennie สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วน Lisa สับเปลี่ยนระหว่างภาษาอังกฤษและเกาหลีในระหว่างการให้สัมภาษณ์) “เรามีวัฒนธรรมเกาหลีและตะวันตกอยู่ในตัวเรามาก” Rosé กล่าวเสริมด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงออสเตรเลียนที่เด่นชัด

และถึงแม้ว่าเพลงของพวกเธอจะมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษแทรกอยู่บ้างแล้ว Jennie บอกว่าพวกเธออยากจะทำเพลงภาษาอังกฤษล้วนในอนาคตอย่างแน่นอน (พวกเธออยากโฟกัสกับการทำอัลบั้มเดบิวต์ก่อน) ซาวด์ที่ได้รับการต้อบรับอย่างดีจากแฟนๆ หลายกลุ่มของพวกเธอนั้นมีความปั๊มพ์ของ EDM และบีทจากฮิปฮอปแทรกด้วยดนตรีเฮาส์เล็กๆ แถมซาวด์ป๊อปจากยุค 80 และดนตรีโฟล์กที่แน่นเสียงฮาร์โมนิกา “ฉันรู้สึกถูกดึงดูดด้วยความเฟียซและความทรงพลังของพวกเธอทันที” Dua Lipa กล่าวไว้ เธอได้เชิญให้วง Blackpink มาร่วมงานกันในเพลง “Kiss and Make Up” เพลงสองภาษาสุดฮิตจากปีที่แล้ว “พวกเธอไม่เพียงแต่ทำเพลงให้ฮิตเท่านั้น พวกเธอยังส่งข้อความที่มีความหมายเหนือจากเนื้อร้องออกไปด้วย”

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว Blackpink เซ็นต์สัญญากับ Interscope Records ซึ่งทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ทั้งด้านครีเอทีฟและธุรกิจให้กับ YG Entertainment โดย YG Entertainment นั้นคือค่ายผู้เป็นเจ้าของ Blackpink และเป็นหนึ่งในสามค่ายดนตรีหลักรายใหญ่ของเกาหลีใต้ อีกสองค่ายคือ SM Entertainment และ JYP Entertainment บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นค่ายเพลง บริหารจัดการและทำโปรดักชั่น ควบคุมดูแลแทบจะทุกด้านบนเส้นทางสายดนตรีของศิลปิน นาย John Janick แชร์แมนและ CEO ของ Interscope กล่าวว่าเขาให้นาย Hyunsuk “YG” Yang ผู้นำและผู้ก่อตั้งของค่าย YG และนาย Teddy Park ผู้เป็นโปรดิวเซอร์หลักและผู้กำกับศิลป์ของ Blackpink นำทีมดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ทั้งสองบริษัททำงานร่วมมือกันอย่างดี โดยนาย Sam Riback หัวหน้าฝ่ายป๊อป-ร็อคและดูแลศิลปินได้เดินทางไปสำนักงานใหญ่ของ YG ที่กรุงโซลหลายครั้ง และได้ส่งไอเดียมากมายไปให้ทีม นาย Janick กล่าว “จุดมุ่งหมายของเราคือการขยายสิ่งที่ YG ทำไว้แล้วทั่วโลกให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก”

หาก Interscope สามารถทำให้ Blackpink กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโล���อย่างแท้จริงได้ ความร่วมมือนี้อาจเป็นตัวอย่างให้ค่ายอื่นๆ ที่กำลังคิดจะลงทุนในเค-ป๊อปและช่วยวางรากการทำงานร่วมกันของค่ายต่างๆ “ข้อตกลงครั้งนี้อาจเป็นมาตรฐานต่อๆ ไป” Joojong “JJ” Joe กล่าวไว้ โดย JJ คือผู้นำทีมค่าย YG ในอเมริกาที่มีฐานปฏิบัติการจากบ้านหลังเล็กใกล้ Echo Park ในลอสแองเจลลิส มันจะเป็นการยืนยันวิสัยทัศน์ของ Interscope ที่มีต่อเค-ป๊อปด้วย ในปี 2011 ทางค่ายได้เซ็นต์สัญญากับวง Girls’ Generation ในช่วงคลื่นเค-ป๊อปซัดฝั่งตะวันตกลูกแรก ศิลปินอย่าง BoA และ Wonder Girls ก็เคยทำงานกับโปรดิวเซอร์และบริษัทจากตะวันตกมาแล้วเช่นกัน

ในตอนนั้นศิลปินเหล่านั้นยังไม่ค่อยเกาะติดกระแส mainstream ที่อเมริกาได้มากนัก และผู้ลงทุนต่างได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แม้ว่าจะมีการโปรโมทอย่างอลังการ แต่ Nielson Music ระบุว่า LP ชุด The Boys ของ Girls’ Generation ขายได้เพียง 1,000 ชุดในสหรัฐอเมริกาช่วงสัปดาห์แรกในปี 2012 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฐานการให้บริการสตรีมดนตรีที่ทันสมัยขึ้นได้ช่วยให้แฟนๆ ค้นพบเพลงและสนับสนุนศิลปินเกาหลีได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการเติบโตของโซเชี่ยลมีเดียที่ช่วยเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนๆ และตัวศิลปินทั่วโลก “ในยุคนี้ ทุกคนหาเพลงฟังและหาศิลปินฟังเองทางอินเตอร์เน็ต” Susan Rosenbluth ผู้บริหารชั้นสูงของ AEG Presents/Goldenvoice ได้กล่าวไว้ เธอคือผู้บุ๊คทัวร์อเมริกาเหนือให้กับ Blackpink เธอยังบอกอีกว่าแฟนๆ เค-ป๊อปในอเมริกา “ไม่ค่อยตามกระแสส่วนใหญ่”

สำหรับ Janick แล้ว ความสำเร็จของ Luis Fonsi และ Daddy Yankee ที่ท้อปชาร์ตฮิตละติน โดยเพลง Despacito ที่ได้ Justin Bieber มาช่วยรีมิกซ์ ได้ทำให้แฟนดนตรีที่พูดภาษาอังกฤษเปิดใจรับเพลงใหม่ในต่างภาษามากขึ้น “เราจะมีเพลงฮิตจากทั่วเขตแดน มากขึ้นไปเรื่อยๆ มากไปกว่าที่เราเคยเห็นในอดีต” เขากล่าว

แต่การจะดันเพลงเกาหลีนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ฟังแต่เพียงผู้เดียว มันขึ้นอยู่กับผู้ที่กุมประตูอุตสาหกรรมดนตรีด้วย ที่โชว์เคสของ UMG ในครั้งนี้ Blackpink ได้การตอบรับที่เรียกว่าอบอุ่น แต่กระนั้นก็ยังไม่เป็นที่ฮือฮาเท่ากับเมื่อตอนที่ทุกคนยืนขึ้นปรบมือให้กับ Greta Van Fleet วงร็อคน้องใหม่ที่นำคลาสสิคร็อคกลับเข้าสู่ตลาดดนตรีอีกครั้ง อัลบั้มเดบิวต์ของพวกเขาที่ปล่อยออกมาในปี 2018 ได้รับคำวิจารณ์ด้านลบจากนักวิจารณ์บางคนที่อ้างว่าพวกเขาไม่มีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามเสียงตอบรับที่มีต่อ Blackpink ในการร่วมงานกับ Interscope นั้นมีทีท่าว่าจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของมุมมองในอุตสาหกรรมดนตรี

“มีศิลปินหลายคนที่อยู่ในความดูแลของเราเริ่มโทรมาบอกว่า ‘เราอยากทำงานกับพวกเธอ’ สถานีวิทยุเริ่มถามว่าจะมีเพลงใหม่ออกมาเมื่อไหร่” Jeremy Erlich ผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจของ Interscope กล่าวไว้ Erlich เป็นผู้เริ่มประสานการพูดคุยกันระหว่าง Interscope และ YG (เขาและ Joe จบบริหารธุรกิจมากจากสถาบันเดียวกัน) “วงการดนตรีพร้อมแล้วกับตรงนี้ พอทุกคนได้ฟังเพลงของพวกเธอ คงไม่มีใครพูดว่า ‘นี่เป็นเพียงกระแสแฟชั่นชั่วครู่’ อีกต่อไป”

—————————————————————–

วันก่อนงานโชว์เคส สาวๆ Blackpink ซุ่มตัวกันอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมสูงเหนือดาวน์ทาวน์แอลเอ Lisa แต่งตัวในชุดผ้าฟลีซสีเทาและโค้ทลายสลักสีหมากรุกกำลังมองไปที่ป้าย Hollywood ตรงมุมหน้าต่าง เธอกระโดดลงจากโซฟาเพื่อเคลื่อนเข้าไปดูให้ใกล้ขึ้น ในขณะที่เพื่อนร่วมวงของเธอสวมเสื้อสเวตเตอร์และคาร์ดิแกนสีสดใสเพื่อความอุ่น พวกเธอยอมรับว่าไม่ได้คาดมาก่อนว่าแอลเอในเดือนกุมภาพันธ์จะหนาวเย็นขนาดนี้ วันก่อนพวกเธอไปช็อปปิ้งกันมาที่ Santa Monica ในช่วงเวลาว่างอันหาได้ยาก “ตอนแรกพวกเราว่าจะซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น” Jennie เล่า “แต่กลายเป็นว่าพวกเราคว้าอะไรก็ได้ที่ใส่แล้วอุ่นมาซะนี่”

นี่คือทริปแรกในแอลเอของสี่สาว Blackpink แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้พวกเธอเตรียมตัวกันมาเป็นเวลาเกือบทศวรรษ สมาชิกทั้งสี่คนเริ่มต้นจากการเดินทางมาที่กรุงโซลจากต่างทิศทั่วโลกในปี 2010 เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกและฝึกซ้อมที่สุดเข้มงวดของ YG โดยทางบริษัทและบริษัทคู่แข่งได้จัดการออดิชั่นทั้งภายในและนอกเหนือจากประเทศเกาหลีเพื่อเล็งหาศิลปินที่ส่วนใหญ่อยู่ในวัยก่อนวัยรุ่นหรือช่วงวัยรุ่น (Rosé เดินทางมาคาสต์ที่ซิดนีย์จากบ้านของเธอที่เมลเบิร์น) ทางค่ายต้องการคนที่มีเชื้อชาติเกาหลีและพูดภาษาอื่นได้ แต่ความจริงคุณสมบัตินี้ไม่ใช่ข้อบังคับตายตัว Lisa เองออดิชั่นจากเมืองไทยในปี 2010 ตอนนั้นเธอพูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลย จนกระทั่งมาเริ่มเทรนที่โซลในปี 2011

การเข้าเป็นศิลปินร่วมค่าย YG ของสาวๆ ทั้งสี่คนนั้นเหมือนกับเป็นการสมัครเข้าโรงเรียนประจำสอนการเป็นป๊อปสตาร์แบบฟูลไทม์ ที่แม้แต่ Jennie ยังบอกว่า “เข้มงวดกว่าโรงเรียนจริงเสียอีก” ส่วน Rosé เปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนรายการ The X-Factor แบบมีหอพักให้ สาวๆ อนาคตสมาชิก Blackpink พร้อมกับผู้ที่มีฝันอยากเป็นนักร้องอีก 10-20 ชีวิตซึ่งวนเวียนเปลี่ยนกันเข้ามาในโปรเจ็คต์นี้ ร่วมกันฝึกซ้อม 12 ชั่วโมงต่อวัน ทุก 7 วันในสัปดาห์ พวกเธอเรียนขับร้อง เรียนเต้นและแร๊พ เข้าร่วมการทดสอบประจำเดือนที่ออกแบบมาเพื่อระบุความสามารถที่โดดเด่นและดึงเอาผู้ฝึกที่ทำได้ไม่ถึงมาตรฐานออก “จะมีคนเข้ามาปักแผ่นกระดาษลงบนผนัง ลงผลประกาศว่าใครทำได้ดีที่สุด ใครทำได้แย่ที่สุด และใครต้องกลับบ้าน” Jennie เล่าย้อนความจำให้ฟัง ตอนแรก YG ตั้งใจจะปั้นให้เธอเป็นแรปเปอร์ เพราะเธอพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว “พวกเราจะได้เกรด เอ บี ซี” Lisa อธิบายต่อ “Lisa น่ะได้เอตลอดเลย” Jennie เล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

มันเป็นขั้นตอนอันยาวนาน ก่อนที่ Blackpink จะเดบิวต์ในปี 2016 Jennie ใช้เวลาในการเทรนถึง 6 ปี Lisa และ Jisoo เทรน 5 ปี และ Rosé ใช้เวลา 4 ปี สำหรับคนที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองและมาอยู่กรุงโซล ต้องอยู่กับตารางการฝึกที่กวดขันบวกกับต้องเผชิญ culture shock หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างนั้นมันไม่ง่ายเลย “ฉันร้องไห้โทรหาพ่อแม่หลายครั้ง” Rosé เล่าให้ฟัง “แต่ยิ่งมันยากที่จะผ่านไปได้เท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ฉันต้องการทำมันให้ได้มากเท่านั้น ฉันจำที่แม่เคยบอกได้ว่า ‘ถ้ามันยากมากสำหรับหนู กลับบ้านมาก็ได้นะลูก’ แล้วฉันก็แบบ” Rosé บอกกลับไปว่า “หนูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นค่ะแม่!” ทำหน้าขึงขังล้อเลียนความเป็นวัยรุ่นของตัวเองจนเพื่อนร่วมวงที่เหลือต่างอดขำเธอไม่ได้ ส่วน Lisa นั้นได้ให้เครดิตเพื่อนร่วมวงของเธอในการช่วยปรับตัวเข้าสู่ชีวิตใหม่ “Jennie คอยพูดภาษาอังกฤษกับฉัน และ Jisoo ก็ช่วยสอนภาษาเกาหลีให้ฉัน” Lisa เล่าให้ฟัง Rosé เป็นสมาชิกคนสุดท้ายที่เข้าร่วมการเทรนนิ่ง แต่เธอจำได้ดีว่าทั้งสี่คนเริ่มผูกพันและเข้ากันได้ดีระหว่างเซสชั่นร้องแจมกันตลอดคืนเมื่อตอนที่เธอมาถึงใหม่ๆ “พวกเราคลิ๊กกันเลย” ����อกล่าว

ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าพวกเธอยังคลิ๊กกันดีทีเดียว บางครั้ง Rosé ก็จะวางมือเธอลงบนเข่าของ Lisa เวลาที่เธอกำลังแปลให้ Lisa ฟัง และในบางที Jennie และ Jisoo ก็จะเบียดเข้าหากันเพื่อปรับสร้อยคอให้กันอย่างเงียบๆ แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมกันของเพื่อนๆ ในวง “เราไม่ค่อยมีวันหยุดกัน” Lisa บอก (Rosé อธิบายเสริมว่าได้หยุดบ้างทุกๆ 2 อาทิตย์) แต่ด้วยความที่ครอบครัวของทุกคนอยู่ไกลเกิน พวกเธอจึงใช้เวลาในวันหยุดด้วยกัน “พวกเราตัวติดกันแยกไม่ออก” Rosé กล่าวติดตลก

ในขณะที่ค่ายเพลงเกาหลีส่วนใหญ่จะขึ้นชื่อเรื่องการแพ็คเก็จกรุ๊ปออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ สมาชิก Blackpink ได้ยืนยันขอมีส่วนร่วมในด้านครีเอทีฟด้วย แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้เครดิตเขียนเพลงเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม โปรดิวเซอร์ Park จะเล่นเพลงที่เขาแต่งให้พวกเธอฟัง และพวกเธอก็จะ “พยายามใส่ความคิดและไอเดียของพวกเราลงไปในเพลงด้วย” Jennie กล่าว “เขาได้แรงบันดาลใจไปจากพวกเรา”

“มันสำคัญในฐานะศิลปินที่จะต้องมีความเป็นเจ้าของในผลงานของตัวเอง” Park กล่าว สาวๆ ทั้งสี่คนช่วยกันแนะว่าใครควรร้องท่อนไหน และถ้าใครคิดว่ามีจุดไหนที่ฟังแล้วไม่เหมาะ เขาก็จะปรับเปลี่ยน “เขาไม่ได้แค่โยนเพลงมาให้เราเฉยๆ แล้วไล่ให้ ‘ไปซ้อมซะ'” Rosé บอก

นอกจากนั้น สมาชิก Blackpink แต่ละคนยังมีโอกาสได้แสดงออกอย่างอื่นด้วย เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา YG ได้ประกาศว่าจะให้สาวๆ ปล่อยผลงานเพลงโซโล่ โดยเริ่มจาก Jennie ก่อน ซิงเกิ้ล “Solo” ของ Jennie เดบิวต์ท้อปชาร์ตยอดขายเพลงดิจิตัลโลกของ Billboard ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แม้ว่าตัวเพลงและการจัดการยังมาจาก YG อยู่ แต่นี่ถือเป็นตัวบ่งชี้ว่าการยืนตัวเป็นศิลปินกลุ่มได้ยาวนานและการออกผลงานโซโล่ไม่จำเป็นต้องแยกจากกันเสมอไป สามารถทำได้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของประวัติศาสตร์เกิร์ลกรุ๊ปที่ Janick เองก็ออกมาพูดว่า “ช่วยทำให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ”

ศิลปินดังที่แจ้งเกิดผ่านบริษัทอย่าง YG ถูกเรียกกันว่าเป็น “idols” ในเกาหลีและถูกคาดหวังให้คงภาพลักษณ์ที่สดสะอาดไร้มลทิน เมื่อตอนที่ Blackpink เดบิวต์ออกมานั้น Jennie บอกว่า YG เคร่งครัดมากเรื่องภาพลักษณ์ “เราถูกเทรนให้รู้จัก….” “จำกัดตัวเองมั้ย?” Rosé แนะคำช่วยเพื่อนตอบ

“จำกัดตัวเอง” คือสิ่งที่ศิลปินหญิงแถวหน้าในอเมริกาอย่าง Grande และ Halsey ทำตรงกันข้ามเลย พวกเธอต่างทำเพลงที่บอกเรื่องราวของตัวเองอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะที่ Blackpink พบความสำเร็จจากการมอบสิ่งที่ผู้ชมต้องการเหมือนในรูปแบบรายการ TRL (Total Request Live ช่อง MTV) ในอดีต นาย Erlich แห่ง Interscope เองยังเรียกพวกเธอว่าเป็น “Spice Girls สมัยโมเดิร์น” แต่ในช่วงที่ผ่านมาสาวๆ Blackpink ได้ลดความกังวลเรื่องการมีภาพลักษณ์ที่เพอร์เฟคต์ลงมาก ทั้งตอนอยู่บนเวทีและลงจากเวที “พวกเราอยากจะโชว์ความเป็นเรา เป็นตัวของตัวเองและเป็นอิสระมากขึ้น” Jennie กล่าว “แม้กระทั่งเวลาที่มีข้อผิดพลาด เราอยากจะให้ทุกคนเห็นตัวตนที่แท้จริงของเรา”

แล้ว Jennie และ Lisa ก็แสดงความเป็นตนของพวกเธออย่างเป็นธรรมชาติให้เห็นจริงๆ เมื่อผมถามว่าพวกเธอคิดว่าจะได้รับการตอบรับแบบไหนในฐานะแรปเปอร์ในอเมริกา Lisa ปล่อยเสียงโอดครวญ ออกอาการเขินอาย ดึงผ้าฟลีซมาปิดหน้าตัวเองไว้ เธอมีความรักในดนตรีฮิปฮอปมาตั้งแต่เด็ก และเป็นแฟนตัวยงของ Tyga (“ฉันชอบ swag ของเขา” เธอกล่าวพร้อมแก้มที่แดงระเรื่อ) แต่เธอและ Jennie ตระหนักดีว่าการที่กรุ๊ปของผู้หญิงเอเชี่ยนจะมาประยุกต์ทำดนตรีสไตล์ที่ถูกบุกเบิกมาโดยศิลปินอเมริกันผิวสีนั้นคงจะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะใจผู้ฟังในประเทศอเมริกาได้ โดยคนอเมริกันนั้นพร้อมที่จะถกเรื่องการฉวยใช้วัฒนธรรมอยู่แล้ว

“ฉันกับ Lisa ไม่ค่อยพูดออกมาให้คนอื่นได้ยินเท่าไหร่ แต่ฉันรู้ว่าเรามีแรงกดดันสูงเรื่องนี้” Jennie เอ่ยออกมา เธอเสริมอีกว่าเธอศึกษาศิลปินอย่าง Lauryn Hill และ TLC ตอนที่เธอเริ่มแร๊พ แล้วเธอก็มองไปที่ Lisa ผู้อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องและบอกว่า “เธอจะทำได้เจ๋งมาก” แล้ว Lisa ก็ทำหน้ามู่ยิ้มอ้อนตอบ

ความอ่อนไหวเป็นธรรมชาติแบบนี้อาจจะเป็นตัวช่วยทำให้สาวๆ Blackpink เอาชนะใจของชาวอเมริกันมากขึ้น “ศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในสถานการณ์แบบนี้คือคนที่สามารถโชว์ความเป็นตัวเองอย่างแท้จริงจากการเติบโตทางดนตรีของเขาเอง” Rosenbluth จากบริษัท Goldenvoice กล่าว “ฉันชอบความจริงใจที่ Blackpink โชว์ออกมา ฉันรู้สึกได้ถึงความตั้งใจที่แท้จริงของพวกเธอ”

กลับมาที่โชว์เคส สาวๆ Blackpink เพิ่งจบการแสดงของเซ็ทไปด้วยเพลงที่มีกลิ่นอายของดนตรีเรกเก้ “Forever Young” ที่มาพร้อมกับท่าเต้นที่ออกแบบมาอย่างละเอียดอ่อน ตบด้วยท่าสะบัดผมอย่างมีสไตล์ เมื่อจังหวะเร่งขึ้นสู่ท่อนไคลแมกซ์ สมาชิก Blackpink ก็หมุนตัวเข้าหากันและสไตรค์ท่าจบนิ่งพร้อมราวกับเป็นหุ่นประติมากรรม มือเท้าสะเอวอย่างงามสง่า ทันเวลาที่ดนตรีจบลงอย่างพอดิบพอดี พวกเธอโพสท่านั้นอยู่ไม่นานนักจนไฟบนเวทีค่อยๆ ดับลง แล้วจึงปล่อยแขนเป็นอิสระ มองหน้ากันและกัน หายใจเข้าเล็กน้อยก่อนที่จะส่งรอยยิ้มของเด็กสาวผู้ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเธอจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้

Click to comment

Leave a Reply

Most Popular

To Top
%d bloggers like this: