Article

เสียดสีการเมือง…ประเทศอื่นก็มี ลองดู 8 เพลงประท้วงรัฐบาล สะท้อนสังคมอเมริกันจากศิลปินยุคปัจจุบัน

ศิลปะและดนตรีคือสิ่งที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างความดิบและนามธรรมของชีวิตจริง เพลงเล่าเรื่องราวของความรู้สึก บรรยายเหตุการณ์ทั้งดีร้าย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าดนตรี ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม ล้วนมีกำเนิดมาจากการแสดงออกด้านอารมณ์และความต้องการพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ ในเมื่อเรามีเพลงที่ตอบสนองทุกอารมณ์ ทั้ง รัก เศร้า อกหัก สิ้นหวัง ปลาบปลื้ม จึงไม่น่าแปลกที่ศิลปินและนักดนตรีจะแต่งเพลงที่แสดงความขัดเคืองใจหรือความสนับสนุนต่อสิ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิต เช่น การเมือง ศาสนา ความเชื่อ และความเท่าเทียมในสังคม เช่นกัน

จาก The Beatles, Bob Dylan, Marvin Gaye, Bruce Springsteen มาจนถึง Beyonce ศิลปินต่างส่งเพลงเสียดสีประท้วงการเมืองเพื่อส่องสปอตไลท์ตรงจุดของปัญหาและช่วยสร้างกระแสและเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลงหลายร้อยหลายพันเพลง ในวันนี้ Dudeplace อยากนำเสนอ ‘8 เพลงเสียดสีสังคมและการเมืองจากศิลปินอเมริกัน’ ที่เราอาจคุ้นเคยกันมาบ้าง

 

“Killing in The Name” – Rage Against the Name (1992)

เมื่อเดือนมีนาคมปี 1991 นายร็อดนีย์ คิง (Rodney King) ชายผิวสี ถูกตำรวจลอสแองเจลลิสทุบตีจนเสียชีวิต และได้มีผู้พบเห็นเหตุการณ์บันทึกวิดิโอเอาไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำการดังกล่าวถูกไล่ออกในวันที่ 24 เมษายน ปี 1992 เป็นผลให้สำนักงานตำรวจเมืองลอสแองเจลลิสถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการเหยียดสีผิว จนในที่สุดก็นำไปสู่การเกิดเหตุจราจลครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกันตั้งแต่ยุค 60 ในแทรคคลาสสิค Killing in The Name ของ Rage Against The Machine ที่ปล่อยออกมาในปลายปีเดียวกัน มีเนื้อเพลงที่เปรียบเทียบการเหยียดผิวของตำรวจกับพิธีเผาไม้กางเขนของกลุ่ม คูคลักซ์แคลน (Ku Klux Klan) ซึ่งเป็นกลุ่มเหยียดสีผิวแบ่งชนชั้นหัวรุนแรง

“Those who died are justified
For wearing the badge, they’re the chosen whites
You justify those that died
By wearing the badge, they’re the chosen whites
Those who died are justified
For wearing the badge, they’re the chosen whites
You justify those that died
By wearing the badge, they’re the chosen whites

Some of those that work forces, are the same that burn crosses
Some of those that work forces, are the same that burn crosses
Some of those that work forces, are the same that burn crosses
Some of those that work forces, are the same that burn crosses”

 

“Where Is The Love?” – Black Eyed Peas ft. Justin Timberlake (2003) 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 อเมริกาได้เริ่มเคลื่อนตัวเข้ายุคของความหวาดกลัวและสงครามอิรักจนไปถึงการรับข่าวสารวนไป 24 ช.ม. ทางสื่อเคเบิ้ล Black Eyed Peas และ Justin Timberlake ใช้อำนาจของป็อปคัลเจอร์เป็นฐานกระบอกเสียงเพื่อสะท้อนปัญหาการเมือง หากเปิดฟังในวันนี้ก็ยังมีความหมายที่ตรงกับบรรยากาศการเมืองปัจจุบัน

“Overseas, we try to stop terrorism
But we still got terrorists here living
In the USA, the big CIA
The Bloods and The Crips and the KKK

But if you only have love for your own race
Then you only leave space to discriminate
And to discriminate only generates hate
And when you hate then you’re bound to get irate”

 

“American Idiot” – Green Day (2004)

แทรคยอดฮิตนี้ได้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อวิจารณ์และประท้วงประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George W Bush) และสงครามอิรักที่เป็นผลพวงของเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แต่เพลงนี้กลับมีความหมายที่ยังใช้ได้ในปัจจุบันเมื่อมันกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปี 2018 และไต่อันดับชาร์ตต่างของอังกฤษ เมื่อตอนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไปเยือนอังกฤษเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

“Don’t want to be an American idiot.
One nation controlled by the media.
Information age of hysteria.
It’s calling out to idiot America.”

 

“Not Ready To Make Nice” – Dixie Chicks (2006)

ในปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามอิรักยังได้รับความสนับสนุนจากหลายฝ่ายอยู่ Dixie Chicks วงนักร้องหญิงซูเปอร์สตาร์ของวงการเพลงคันทรี่ ได้ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นต่อต้านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชบนเวทีคอนเสิร์ต โดย Natalie Maines นักร้องนำของวงได้กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกละอายใจที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกามาจากเท็กซัส”  พวกเธอได้กระแสตอบรับด้านลบอย่างรุนแรง ทั้งได้รับจดหมายขู่ฆ่า และถูกรายการวิทยุแบนไม่เล่นเพลงให้

ในปี 2006 ชาวอเมริกันเริ่มหน่ายกับสงครามและเปลี่ยนทีท่ามาต่อต้านการเข้าใช้กำลังทหารในประเทศอิรัก ยอดการเสียชีวิตของทหารและพลเมืองอเมริกันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งตระหนักว่าไม่มีทางจะหาอาวุธทำลายล้างมวลมนุษย์ (weapon of mass destruction) เจอ อีกทั้งเข้าใจแล้วว่าการนำกำลังทหารไปที่อิรักไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยาแต่อย่างใด Dixie Chicks จึงได้ปล่อยเพลง “Not Ready To Make Nice” เพื่อแสดงจุดยืนการต่อต้านสงคราม

“And how in the world can the words that I said
Send somebody so over the edge
That they’d write me a letter
Saying that I better shut up and sing
Or my life will be over

I’m not ready to make nice
I’m not ready to back down
I’m still mad as hell”

 

“Born This Way” – Lady Gaga (2011)

แม้ว่าทุกวันนี้สิทธิการแต่งงานโดยเท่าเทียมกันของทุกคนทุกเพศนั้นเป็นเรื่องที่ปกติ แต่ในปี 2011 รัฐต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกายังแบนการสมรสเพศเดียวกันอยู่ แต่จากนั้นไม่นานคลื่นความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไป ด้วยวัฒนธรรมจากคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนสิทธิ LGBT และมี Lady Gaga เป็นตัวช่วยนำทาง เธอปล่อยเพลง “Born This Way” ที่เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเสี่ยงและพาดพิงการเมือง

“Whether life’s disabilities
Left you outcast, bullied, or teased
Rejoice and love yourself today
Cause baby you were born this way

No matter gay, straight, or bi,
Lesbian, transgendered life,
I’m on the right track baby,
I was born to survive”

 

“Alright” – Kendrick Lamar ( 2015)

ปี 2015 เป็นปีที่เฮดไลน์ข่าวเต็มไปด้วยข่าวการตายของชายผิวสีอเมริกันที่ถูกฆาตกรรมโดยตำรวจเช่น Eric Garner, Michael Brown, Freddie Grey และ Philando Castile เพลง “Alright” ของ Kendrick Lamar ถูกนำมาใช้เป็นเพลงประจำการประท้วงที่ใช้ชื่อว่า ‘Black Lives Matter’ ไปโดยอัติโนมัติ ในเพลงนี้ ลามาร์สื่อความท้อใจในปัญหาตำรวจยิงพลเมืองผิวสีและความรุนแรงที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่แฝงไว้ซึ่งความหวังเพราะทุกคนยังมีศาสนาและความร่วมมือกันของชุมชน จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงสะท้อนปัญหาสังคมและวัฒนธรรมที่ตรงใจหลายๆ คน ขนาดประธานาธิบดีโอบาม่ายังชอบมากจนขอให้เขาแสดงเพลงนี้สดที่ทำเนียบขาว

“When you know, we been hurt, been down before, n***a
When my pride was low, lookin’ at the world like, where do we go, n***a?
And we hate Popo, wanna kill us dead in the street for sure, n***a
I’m at the preacher’s door
My knees gettin’ weak and my gun might blow but we gon’ be alright”

 

Psycho – Muse (2015)

ธีมทหารในเอ็มวีเพลง Psycho นี้ มีความหมายตรงกันกับคำบรรยายอัลบั้ม Drones ที่ Matt Bellamy ฟร้อนท์แมนของ Muse ได้กล่าวไว้ ดังนี้ “โลกนี้ถูกควบคุมโดยโดรนส์โดยการใช้โดรนส์เพื่อเปลี่ยนเราทุกคนให้กลายเป็นโดรนส์” เขาเสริมว่า “สำหรับผม โดรนส์คือวิถีของอาชญากรโรคจิตใช้ทำการโดยไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตน”

“Are you a human drone?
(Aye, sir!)
Are you a killing machine?
(Aye, sir!)
I’m in control, motherfucker, do you understand?
(Aye, sir!)

Your mind is just a program
And I’m the virus
I’m changing the station
I’ll improve your thresholds
I’ll turn you into a super drone (super drone)
And you will kill on my command
And I won’t be responsible”

 

“This Is America” – Childish Gambino (2018)

ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินมากมายแต่งเพลงเสียดสีการเมือง แต่ยังไม่มีเพลงไหนขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตมาก่อน จนกระทั่งเพลงและมิวสิควิดิโอเสียดสีการเมือง “This is America” โดย Childish Gambino ห����ือ Donald Glover ติดอันดับ 1 ของชาร์ต Billboard Hot 100 และเปิดตัวที่อันดับต้นๆ ของชาร์ต ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสำหรับเพลงเสียดสีการเมือง

“This is America” เล่าเรื่องราวของสถานภาพของประเทศอเมริกาที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในการใช้ปืน สถานภาพของคนผิวสีในประเทศ ผ่านเพลงที่อาจฟังดูมีจังหวะแฮปปี้และท่าเต้นประชดประชัน ถูกปล่อยออกมาในเวลาที่ความคิดเห็นของสังคมเรื่องการสนับสนุนการสมรสเพศเดียวกันกำลังเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งออกมาสนับสนุนคำพูดของคานเย เวสต์ที่ว่า “การเป็นทาสนั้นคือทางเลือก”

“This is America
Don’t catch you slippin’ up
Don’t catch you slippin’ up
Look what I’m whippin’ up
This is America (woo)
Don’t catch you slippin’ up
Don’t catch you slippin’ up
Look what I’m whippin’ up

This is America (skrrt, skrrt, woo)
Don’t catch you slippin’ up (ayy)
Look at how I’m livin’ now
Police be trippin’ now (woo)
Yeah, this is America (woo, ayy)
Guns in my area (word, my area)”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Click to comment

Leave a Reply

To Top
%d bloggers like this: