Article

สุดยอด 21 เพลงอีโมประจำปีที่กระแทกใจตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา

ดนตรีแนวอีโม หรือ emo ย่อมาจาก “emotional hardcore punk” โด่งดังขึ้นมาในช่วงต้นๆ ถึงกลางยุค 2000 ได้รับความสนใจทั้งจากค่ายเพลงใหญ่ๆ และสื่อกระแสหลัก ไปจนถึงการโปรโมทผลักดันและสนับสนุนจาก Hot Topic ร้านสินค้าและแฟชั่นแนววัฒนธรรมร็อคและป็อป อีกทั้งกระแสการต้อนรับที่ดีจากชาวเน็ตในสมัยต้นๆ ทำให้ความเป็นที่เป็นที่นิยมของอีโมพุ่งกระฉูดอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันกระแสอีโมได้ซาลง ต่างไปจากช่วงที่พีคๆ Loudwire ได้จัดทำฟีเจอร์ The Best Emo Song of Every Year Since 1998 ทาง Dudeplace จึงขอเรียบเรียงและนำมาเสนอให้ทุกคนได้ย้อนความทรงจำกันจากลิสต์เพลงในสองทศวรรษที่ผ่านมา เพลงโปรดของคุณติดอันดับหรือเปล่า

 

1998: Sunny Day Real Estate, “Guitar and Video Games”

ในปี 1998 Sunny Day Real Estate กลับมารวมตัวกันอีกครั้งและปล่อยอัลบั้ม ‘How It Feels to Be Something On’ มีเพลง “Guitar and Video Games” ที่โดดเด่นและกลายเป็นเพลงอีโมคลาสสิคอย่างรวดเร็วข้ามคืน เพราะความตรงไปตรงมาทางดนตรีที่นำความรู้สึกผู้ฟังให้ขึ้นลงไปตามโมเมนตัมและทำนองที่เศร้าสร้อย แทรคที่มีความยาว 4 นาทีนี้อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก และยังมีอิทธิพลต่อวงการดนตรี ยังได้ยินเปิดตามสื่ออยู่จนทุกวันนี้

 

 

 

 

1999: American Football, “Never Meant”

เพลงจากอัลบั้มเปิดตัวของ American Football แต่ละเพลงมีความสมดุลของดนตรีที่มีอิทธิพลจากแจ๊สฟังดูเคลิ้มฝันแต้มด้วยกลิ่นอายของโปรเกรสซีฟร็อค…แทรค ‘Never Meant’ คือตัวอย่างที่เพอร์เฟคต์ของศิลปะที่บรรยายไว้เบื้องต้น  Never Meant เพลงที่ฟังดูคล้ายความฝัน มีความอ่อนไหวทางอารมณ์จากใจที่แตกสลายในวัยเยาว์ น่าจะติดอันดับ ‘หอเกียรติยศอีโม’ ตลอดไป

 

 

2000: Alkaline Trio, “Radio”

แฟนๆ ‘Alkaline Trio’ คงจะรู้จักพวกเขาในแนวพังค์แรงๆ มากกว่าแนวอีโม เพลง “Radio” คือเพลงที่โชว์ด้านอ่อนไหวของวง แต่ยังเต็มไปด้วยความดิบ เนื้อเพลงที่จริงใจ และดนตรีเคลื่อนไหวเชื่องช้าปูทางไปสู่ท่อนกีต้าร์ริฟที่ทรงพลัง ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่าวง Alkaline Trio เป็นวงที่ผสมผสานดนตรีหลายแนวได้อย่างลงตัว และ Radio เป็นหนึ่งในเพลงที่แฟนๆ อีโมต้องร้องตามทุกครั้งที่ได้ยิน

 

 

2001: Brand New, “Seventy Times 7”

ชาวอีโมอาจจะจำกันได้ถึงสงครามเล็กๆ แต่ยาวนานของ Jesse Lacey ฟร้อนท์แมนวง Brand New กับ John Nolan มือกีต้าร์และผู้ร่วมก่อตั้งวง Taking Back Sunday ซึ่งทั้งสองเคยเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ลือกันว่ามาแตกหักกันไปเพราะดันไปชอบผู้หญิงคนเดียวกัน ทั้งสองวงตอนนั้นก็แต่งเพลงจิกกัดกันไปมาเหมือนกันกับแรปเปอร์ที่ส่ง diss track กันในสมัยนี้ “Seventy Times 7” คือเพลงที่เลซีย์แต่งให้โนแลนอันอัดแน่นไปด้วยความโกรธาที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ แต่ยังไงทุกๆ เรื่องก็มีสองด้านกันทั้งนั้น…

 

 

2002: Taking Back Sunday, “There No ‘i’ in Team”

ต่อเนื่องจากสงครามอีโมที่กล่าวถึงไปจากแทรคของ ​Brand New ข้างบน John Nolan แห่ง Taking Back Sunday แต่งเพลง “There’s No ‘I’ In Team” ขึ้นเพื่อบอกเรื่องราวจากมุมของเขาบวกกับแอบแย็บถ้อยคำและเนื้อร้องแบบเสียดแทงลงไปเล็กๆ เช่นแทรค “There’s No ‘I’ In Team” และ “Cute Without The ‘E’ (Cut From the Team)” และ “You’re So Last Summer” จากอัลบั้มเดบิ้วของ Taking Back Sunday ซึ่งแม้ว่าทุกเพลงที่เอ่ยมาจะถือว่าเป็นเพลงคลาสสิคของอัลบั้ม แต่ “There’s No ‘I’ In Team” คือเพลงที่กุมกุญแจไขเรื่องราวเบื้องหลังของความแตกแยกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดนี้ไว้

 

2003: Blink-182, “I Miss You”

Blink 182 อีโมสุดก็ในเพลง “I Miss You” นี่แหละ ไม่มีแทรคไหนอีโมเท่านี้อีกแล้ว สำเนียงการออกเสียงร้องที่สุดประหลาดแต่แสนจะป็อปพังค์และทุกๆ องค์ประกอบของเพลงอื่นนี้ทั้งจังหวะและเนื้อร้องที่สะดุดหูและยากที่จะไม่โยกตาม เป็นเหตุผลที่ 15 ปีต่อมาเพลงนี้ก็ยังถูกเปิดตามสื่อทั่วไปอย่างไม่เคยเก่าเลย

 

 

2004: Hawthorne Heights, “Ohio Is for Lovers”

ปี 2004 คือปีสุดบูมของวงอีโม วงอย่าง My Chemical Romance และ Used และ Senses Fail ต่างก็ปล่อยผลงานที่พวกเขารักและทุ่มเทอันเต็มไปด้วยความอ่อนไหวอีโมออกมา อย่างไรก็ตาม ปีนั้นจะไม่มีความอีโมขนาดนั้นถ้าไม่มีเพลง “Ohio Is for Lovers” แทรคนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของหลายๆ คน ด้วยเนื้อเพลงที่แสดงความชอกช้ำที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ และเป็นอีกเพลงอีโมที่คงความอมตะ และยังคงถูกเปิดอยู่ประจำเช่นเดิม

 

 

2005: From First to Last, “Note to Self”

ก่อน Skrillex จะเกิด ก็มีนักร้องนำ From First to Last มาก่อน จำได้ไหม Skrillex หรือชื่อเต็ม Sonny Moore ได้ออกอัลบั้มกับ From First to Last ที่มีชื่อว่า ‘Dear Diary, My Teen Angst Has A Body Count’ ซึ่งกุมอารมณ์และความรู้สึกหวาดกังวลของวัยรุ่นยุค Myspace ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงขับร้องของมอร์ในเพลง “Note to Self” นี้ปรุงแต่งความเข้มข้นของริฟและเบรกดาวน์กีต้าร์อย่างหนักแน่น การมีท่อนคอรัสแบบร้องและตอบทำให้ติดหูอย่างง่ายดาย บวกกับเนื้อร้องที่ตรงใจประมาณอย่ามายุ่งกับฉัน แม้ว่าอัลบั้ม Dear Diary จะปล่อยในปี 2004 แต่ทางวงได้ปล่อย ‘Note to Self’ ออกมาเป็นซิงเกิ้ลในปี 2005 ความใช่ของเพลงทำให้พวกเขาคงตำแหน่งอีโมอมตะมาจนทุกวันนี้

 

 

2006: My Chemical Romance,

“Welcome to the Black Parade”

คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Welcome To The Black Parade” และความสุดยอดของศิลปะการผสมผสานดนตรีร็อคโอเปร่าของ My Chemical Romance เองเข้ากับท่อนบัลลาดที่ได้อิทธิพลมาจากวง Queen เพลงนี้แรงและแน่นด้วยคุณภาพ ขโมยของหลายๆ วงไปในปี 2006

 

 

2007: Fall Out Boy, “Thnks fr th Mmrs”

Fall Out Boy ดังนานจนเป็นที่ถกกันว่าจะยกยุคไหนให้เป็นยุคของพวกเขา คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2007 เป็นปีทองของหนุ่มๆ แม้ว่า “Thnks fr th Mmrs” จะถูกวิจารณ์ว่าซาวด์ติดกระแสไปหน่อย ไม่ค่อยซับซ้อนลึกซึ้ง แต่นี่คือบทพิสูจน์คุณภาพงานของพวกเขา เพราะแม้ในเนื้องานที่ถือว่าไม่เนี้ยบเท่างานอื่นๆ แต่ก็ยังคับแน่นไปด้วยความยอดเยี่ยม

 

2008: Tigers Jaw, “Plane vs. Tank vs. Submarine”

10 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่น่าเชื่อว่านานขนาดนั้นแล้วตั้งแต่ Togers Jaw ปล่อยอัลบั้มแรกอออกมา อันเป็นผลงานที่มีซาวด์ผสมผสานโลกอินดี้และพังค์เข้าด้วยกัน “Plane vs Tank vs Submarine” ตอนแรกอาจจะซาวด์เหมือนเพลงอินดี้จากเพลย์ลิสต์ของสถานี NPR แต่ก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วได้อารมณ์ของการลองผิดลองถูกของวัยเยาว์ ด้วยความยาวของเพลงที่มีเพียง 2 นาที ทิ้งผู้ฟังไว้กับความรู้สึกค้างๆ หน่อย แทรคนี้ถือว่าเป็นแทรคบุกเบิกที่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ประทับใจชาวอีโมมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

2009: The Used, “Empty With You”

ในปีที่หลายๆ วงต่างพากันลองเปลี่ยนซาวด์และเพิ่มความอลังให้กับโปรดักชั่นและคุณภาพของอัลบั้มนั้น “Empty With You” ของ The Used จากอัลบั้ม ‘Artwork’ กลับเป็นหนึ่งในเพลงที่ยังคงความออริจินัลของซาวด์ไว้ “Empty With You” ฟังคล้ายๆ กับการเติบโตอย่างเป็นธรรมชาตของแทรคฮิตเก่าของ The Used ที่ชื่อว่า “I Caught Fire” และความคล้ายคลึงและคุ้นหูของเพลงก็เป็นตัวช่วยทำให้เพลงนี้เป็นที่นิยมในปี 2009

 

 

2010: Story of the Year, “The Ghost of You and I”

แทรค “The Ghost of You and I” มีการผสมผสานของดนตรีหลายๆ ประเภทที่ให้ผลลัพธ์เป็นแทรคที่ฟังโมเดิร์นขึ้นของปี 2003 แทรคนี้ของ Story of the Year เป็นดั่งโอเอซิสของซาวด์ช่วยเป็นแหล่งพึ่งพิงให้กับความแห้งแล้งของวงการดนตรีในปีนั้น มีความหนักแน่นและกระชากอารมณ์ด้วยริฟกีต้าร์ที่สุดเทพ

 

 

2011: Panic! at the Disco, “The Ballad of Mona Lisa”

แม้ว่าสมาชิกเก่าจะหายไปกว่าครึ่ง แต่ Panic! at the Disco ก็กลับมาด้วยความใหม่แถมแกร่งกว่าเดิมกับอัลบั้ม ‘Vices & Virtues’ โดยมีหลีดซิงเกิ้ล “The Ballad of Mona Lisa” ซึ่งมีความป็อปฟังง่ายแต่แอบมีทำนองที่น่าสนใจชวนให้ติดหู

 

 

2012: Yellowcard, “Always Summer”

Yellowcard เก่งเรื่องทำเพลงให้น่าจดจำ และเพลง “Always Summer” ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ใครได้ยินแล้วก็ต้องจำได้ ชื่อเพลงก็บอกอยู่แล้วว่าสบายๆ เหมือนซัมเมอร์ การเพิ่มโซโล่ไวโอลินของ Sean Mackin เข้ามาก็เป็นตัวอัพพลังงานของแทรคได้อย่างมากทีเดียว

 

 

2013: Paramore, “Fast in My Car”

Paramore ชื่ออัลบั้มเดียวกันกับชื่อวง เป็นอัลบั้มสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนเป็นวงป็อปเต็มตัว ชุดนี้แพ็คแทรคอีโมป็อปหลายเพลงทีเดียว “Fast in My Car” ดูเหมือนจะเป็นเพลงที่เป็นตัวเชื่อม Paramore เก่าและปูทางให้ Paramore ใหม่ไปพร้อมๆ

 

 

2014: You Me at Six: “Lived a Lie”

แทรค “Lived a Lie” มีทุกอย่างให้ผู้ฟังทุกประเภทได้ชื่นชอบ ทั้งการร้องประสาน  บริดจ์เพลงที่น่าสนใจ ท่อนคอรัสที่ฟังง่ายชวนให้ติดหู แทรคนี้จึงตกเป็นลูกรักของรายการวิทยุได้อย่างง่ายดาย

 

 

2015: The Wonder Years, “I Don’t Like Who I Was Then”

เพลงนี้เป็นเพลงที่เป็นที่นิยมที่สุดของ The Wonder Years และจะว่าไปก็เป็นเพลงที่ดีที่สุดของวงด้วย “I Don’t Like Who I Was Then” แรงและดึงคุณเข้าไปตั้งแต่เริ่มเพลง เพลงนี้มีเนื้อร้องที่เขียนไว้อย่าวงสวยงามแม้จะมีทำนองที่ไม่แหวกออกไปก็ตาม เป็นตัวช่วยให้ดนตรีป็อปพังค์เข้าครองความนิยมในปี 2015 ได้ง่ายขึ้น

 

 

2016: Saosin, “The Silver String”

แฟนพันธุ์แท้ของ Saosin ได้เฮกันเมื่อทางวงได้ Anthony Green กลับมาร้องนำให้อีกครั้งกับอัลบั้ม ‘Along the Shadow’ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย  นอกจากจะได้เสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ของ Green เป็นตัวขับเคลื่อนเพลงแล้ว “The Silver String” ยังอัดแน่นไปด้วยเสียงดนตรีที่หนักแน่นซับซ้อน สมกับที่แฟนๆ รอคอย

 

 

2017: The Maine, “Black Butterflies and Deja Vu”

ใครจะไม่ชอบ The Maine เห็นจะไม่มี พวกเขามีประวัติความสำเร็จจากทุกอัลบั้มเป็นตัวพิสูจน์ เพลง “Black Butterflies and Deja Vu” มาจากอัลบั้มที่หกที่มีชื่อว่า ‘Lovely Little Lonely’ เป็นแทรคที่ฟังดูแล้วจะรู้ว่าพวกเขามากความสามารถจริงๆ

 

 

2018: Boston Manor, “Flowers in Your Dustbin”

“Flowers in Your Dustbin” จากอัลบั้ม ‘Welcome to the Neighbourhood’ โชว์ด้านแข็งของอีโมแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก แม้ว่าปี 2018 จะยังไม่หมดไปก็ตาม แต่อัลบั้มนี้ก็ควรได้รับการยกย่องให้เป็นอัลบั้มอีโมแห่งปี ลองฟัง “Flowers in Your Dustbin” ดูแล้วจะรู้ว่าทำไม

 

 

 

 

Click to comment

Leave a Reply

Most Popular

To Top
%d bloggers like this: